คำคมเตือนสติ ให้รู้จัก ให้ได้คิด

การฝึกตนที่จะทำให้เป็นผลมีกับตัวเอง ผู้อื่นและเป็นผลดีกับจิตใจของเรา เราต้องทำใจที่จะยอมรับกับปัญหาที่เกิดขึ้นมากมายให้ได้ พยายามคิดว่าเดี๋ยวมันก็ต้องผ่านไป ไม่มีอะไรที่อยู่คงทนกับเรา พยายามทำใจให้สงบ คิดซะว่าปัญหายังไงทุกคนก็ต้องเจอกับมันแค่เพียงคนทุกคนเจอกับปัญหาที่แตกต่างกันเท่านั้นเอง หากอยากทำใจให้สงบให้เย็นลง ลองเข้ามาอ่านคำคมเตือนสติดู แล้วเราจะรู้สึกผ่อนคลายและใจเย็นลงได้

ศึกษา ฝึกฝน เตรียมพร้อม ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด …. เพราะสักวันเกิดวิกฤติ เราจะมีโอกาสได้ใช้ความรู้ที่ฝึกฝนมาอย่างเต็มที่ ……

“การทำตามฝันขอตัวเองมันอาจจะเห­นื่อย แต่มันย่อมเหนื่อยน้อยกว่ารับใช­้ความฝันของคนอื่น”

ธรรมกับการลงทุน
เมื่อสภาพจิตใจท้อแท้ แต่เราจงอย่ายอมแพ้ ไม่มีใครทำให้เราแพ้ได้ นอกจากตัวเราเอง

ถ้าชีวิตบีบให้ตกต่ำ
อย่ายอมเป็นก้อนหินตกน้ำ
แต่จงเป็นตะวันตกดิน
ที่สิ้นแสงเพื่อขึ้นฉายในอีกฟากฟ้าหนึ่ง

• คนหน้ามืด เห็นความทุกข์กดดันให้ปล่อยตัวตกสู่ที่ต่ำ
ส่วนคนตาสว่าง เห็นความทุกข์ผลักดันให้เร่งถีบตัวขึ้นที่สูง!

: เกิดทุกข์แล้วห้อยมือห้อยเท้านิ่ง เรียกว่ากำลังหน้ามืด
แต่เป็นทุกข์แล้วเคลื่อนไหวไปหาสุข เรียกว่ากำลังตาสว่างครับ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• ไม่สำคัญว่า คุณล้มเหลวมากี่ครั้ง
แต่สำคัญว่า คุณใช้ความล้มเหลวให้เป็นประโยชน์ได้กี่หน

• การเอาแต่นึกถึงความผิดพลาด คือความโง่
การหมั่นระลึกถึงต้นเหตุของความผิดพลาด คือความฉลาด

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• ในช่วงเวลาท้อแท้
ตัวคุณจะหนัก
จนหาใครในโลกแข็งแรงพอจะฉุดให้ลุกขึ้นมาไม่ได้
ทางเดียวคือคุณต้องออกแรงลุกขึ้นมาเอง

• ก่อนยอมแพ้
ขอให้ถามใจตัวเองว่า “หมดน้ำยาแล้วจริงๆหรือ?”
เชื่อเถอะ ส่วนลึกจะตอบว่า “ยัง!”

ดั ง ต ฤ ณ

• ลาภลอยไม่จำเป็นต้องมาจากล็อตเตอรี่หรือหวยใต้ดิน
ถ้าเงินมาง่าย
คุณต้องเตรียมใจว่ามันจะไปง่ายด้วย
เพราะลาภลอยไม่มีแรงค้ำจุน
แตกต่างจากลาภที่มาจากงานประจำและบุญเก่า

การไม่คดโกง ไม่ฉ้อฉล
ไม่หลอกลวงเอาเงินใครมาอย่างไร้ความยุติธรรม
ผนวกกับการทำบุญกับศาสนา
ด้วยจิตปรารถนา
จะได้ช่วยกันสืบทอดพระศาสนาคนละไม้คนละมือ

จะเป็นตัวสร้างรัศมี
ของผู้มีลาภขึ้นในคุณได้ดีที่สุด
และจะเด่นชัดตั้งมั่น
เมื่อกรรมขาวดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องนานพอ

____________________

• บุญเก่าที่ทำให้ได้ลาภก้อนใหญ่ •

1. เคยเป็นผู้ให้ลาภลอยแก่คนอื่น
โดยที่เขาไม่คาดฝัน
หรือโดยที่ตนเองก็ไม่ได้คาดหมายไว้ก่อน

เมื่อพบเห็นใครน่าช่วยเหลือ
ก็ช่วยเลยทันที !

เมื่อทำให้คนอื่นได้รับลาภ
ก็ย่อมสมควรแก่การเป็นผู้รับลาภในอนาคต

ลาภที่ให้ผู้อื่น ไม่จำเป็นต้องมากมาย
แต่อย่างน้อย
ต้องทำให้เขายินดีปรีดา
หรือทำให้เขา
รอดจากภาวะยากลำบากแบบฉับพลันทันที

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

2. เคยเป็นผู้ตั้งใจ
ให้คนอื่นดีใจกับการได้รับของขวัญ
ของกำนัลโดยไม่คาดฝัน

มีมากครับพวกชอบเซอร์ไพรส์ชาวบ้าน
โดยไม่เปิดโอกาสให้รู้เนื้อรู้ตัว
หวังจะเห็นเขาตื่นเต้นยินดีสุดขีด

ความหวังชนิดนั้น ถ้าทำสำเร็จ
ก็ให้ผลเป็นลาภลอยก้อนใหญ่ได้เช่นกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ถ้ารู้ว่าใครอยากได้อะไรมานาน
รู้ว่าชีวิตเขาจะเปลี่ยนไปในทางดีขึ้นหากได้สิ่งนั้น
นั่นแหละ ตรงเป้าอย่างจังทีเดียว

____________________

• รวยด้วยลาภลอย •

บางคนเกิดมายากจน
แต่อยู่ๆถูกหวยใต้ดิน
หรือเล่นลอตเตอรี่ได้รางวัลที่ ๑
หรืออยู่ๆได้รับการตกรางวัลก้อนโต
เพราะทำเรื่องถูกอกถูกใจผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่
อย่างนี้คือความหมายของ “รวยด้วยลาภลอย”

ความรวยชนิดนี้
มาจากการให้ทาน แบบที่ส่งลาภลอยให้คนอื่น
อยากให้เขาพ้นทุกข์โดยไม่คาดฝัน

เช่น เดินทางกลางป่าพบพระธุดงค์ที่กำลังอดอยาก
ถึงกับนำอาหารที่เตรียมมาเพื่อตนเอง
ถวายท่านหมดแบบไม่เสียดมเสียดาย
หากผู้ให้มีกำลังใจยิ่งใหญ่
ส่วนผู้รับก็มีความบริสุทธิ์มาก
ผลย่อมมหาศาลประมาณไม่ถูก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
หากผู้รับเป็นพระอรหันต์ที่เพิ่งออกจากฌานขั้นสูงสุด
ก็ไม่ต้องรอลาภลอยในชาติต่อไป
แต่จะบังเกิดผลทันทีภายใน ๗ วันทีเดียว

____________________

• หากคุณหวังผลทางลัด
เร่งรัดลาภด้วยการเสริมดวง
ด้วยการตกแต่งโหงวเฮ้ง ฮวงจุ้ย
หรือด้วยศาสตร์แห่งเคล็ดลางใดๆ

ก็อาจได้ผลในแง่ปรับสภาพผิวนอก
ฐานะการเงินก็อาจกระเตื้องขึ้นแบบผิวๆ
แต่ไม่มีแรงส่งในระยะยาวอย่างแท้จริง

• การขยันทำงาน ไม่ใช้จ่ายเกินตัว
รู้จักเลี้ยงดูลูกเมียและบริวาร
ให้อยู่ดีตามอัตภาพ
รวมทั้งรู้จักแบ่งเก็บหอมรอมริบ
ก็เป็นตัวแปร
ที่จะทำให้ฐานะการเงินของคุณเขยิบขึ้นได้
คือรัศมีของความขยัน
ความไม่ประมาท
และความรู้จักแจกจ่ายเกื้อกูล
จะทำให้ชีวิตโดยรวมไม่ตกที่นั่งลำบากทางการเงิน

คุณไม่อาจกะเกณฑ์ว่าเมื่อนั่นเมื่อนี่จะรวยขึ้น
แต่คุณสามารถรู้สึกได้ว่ารังสีของทาน
และความซื่อสัตย์แข็งแรงหรือยัง
ถ้ารู้สึกถึงความตั้งมั่นแข็งแรงในภายใน
เหตุการณ์ภายนอก
ก็จะปรากฏสอดรับกันไปด้วย

ตรงข้าม
หากอาชีพของคุณคือการหลอกลวง
และฉกฉวยประโยชน์จากความไม่รู้ของลูกค้า
แม้คุณจะได้เงินมาก
เงินนั้นก็จะร้อน
ไม่ทำให้คุณนอนสบาย
มีเหตุให้ต้องเสียเงินทองอย่างไม่น่าจะเสียอยู่เรื่อยๆ
หรือหนักกว่านั้น
คือมีเงินแต่รู้สึกเหมือนไม่มี

นี่ก็คือความยุติธรรมของกรรม
ที่คุณประจักษ์กับตัว
แต่อาจไม่อยากยอมรับ

‪#‎ดังตฤณ‬

• คนบางคน
เกิดมาเพื่อสาละวนวุ่น
กับการเพ่งดูว่าใครดีใครไม่ดี

สุดท้ายเขาก็ตายเปล่า
โดยไม่รู้เลยว่าตัวเองดีหรือไม่ดี

• ข้อเสียของตนเอง
คือสิ่งที่ทุกคนมีสิทธิ์เห็นก่อนคนอื่น
แต่ทำใจยอมรับได้เป็นคนสุดท้าย

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• ตอนคิดว่าใครดีไม่ดียังไง มีค่ากับใครไม่รู้
แต่ตอนคิดว่าเราดีหรือไม่ดีเพียงใด
จะมีค่ากับเส้นทางกรรมของเราขึ้นมาทันที

• เตือนตัวเองได้ยามหลงผิด
จะรู้สึกว่ามีความคิดเป็นเพื่อนแท้
ห้ามตัวเองได้ก่อนทำผิด
จะรู้สึกว่ามีความคิดเป็นนายใหญ่

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• ขยันมองด้านดีของคนอื่น
จะเห็นวิธีเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส
เอาแต่เพ่งโทษชาวบ้าน
จะติดนิสัยเปลี่ยนโอกาสให้เป็นวิกฤต

• ความยึดถือด้วยอารมณ์ร้ายๆ คือดื้อด้าน
ความยึดถือด้วยเหตุผลดีๆ คือเด็ดเดี่ยว
กรรมต่างกัน ผลต่างกัน

• คนเอาแต่ใจตัว
มักแก่เร็วและฉลาดช้า
กว่าจะพบว่าชีวิตมีไว้เปลี่ยนผิดเป็นถูก
ปรับมืดเป็นสว่าง
ก็เหลือเวลาแค่นิดเดียวแล้ว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• หลายคนไม่รู้จักตัวเองทั้งชีวิต
เพราะมัวอุทิศเวลา
ให้กับการทำความรู้จักข้อผิดพลาดของคนอื่น

• จับตามองคนอื่น
คุณอาจเห็นแต่สิ่งลวงตา
หันมาดูใจตัวเองเถอะ
จะมีแต่ของจริงให้คุณดู

‪#‎ดังตฤณ‬

• ก่อนจะเห็นว่า ‘เวลา’ มีค่าเพียงใด
ต้องเห็นให้ได้ก่อนว่า ‘ชีวิตทั้งชีวิต’ มีค่าขนาดไหน

• คนที่เห็น ‘ทุกนาที’ มีค่า
ไม่ใช่คนเอาเวลาไปทำงานจนหมด

: แต่เป็นคนที่ ‘มอง’ อยู่ ‘ตลอดเวลา’ ว่า
กำลังเอาเวลาไป ‘ทำอะไรอยู่’

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• ‘นาทีเดียว’ ถ้าพักผ่อนอย่างเต็มที่
จิตเป็นอิสระจากความเกาะเกี่ยวกับทุกสิ่ง
อาจมีค่ายิ่งกว่าการพักร้อนสิบวัน
ของคนแบกงานไว้เต็มหัว

: หากขาดความสามารถที่จะพักผ่อน
เวลาพักผ่อนก็คือเวลาว้าวุ่น

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• ‘ชั่วโมงเดียว’ ถ้าทำงานอย่างฉลาดคิด
ฉลาดทำตามแผน
ฉลาดเดินหน้าเข้าหาเป้าหมาย
อาจมีค่ายิ่งกว่าการทำงานสิบวัน
ของคนทำงานขาดระบบ

: หากขาดความสามารถในการทำงาน
เวลาทำงานก็ไม่ต่างจากเวลานั่งฟุ้งซ่านเล่น

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• ‘วันเดียว’ ถ้าดูกายใจเป็น
เห็นว่า…

ไม่มีอะไรที่เที่ยง

ไม่มีอะไรที่เป็นของเรา

: ก็มีค่ากว่า ๑๐๐ ปี
ของคนอีกค่อนโลก
ที่ไม่มีสักวันได้เห็น ‘ความจริง’ นี้

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• พระพุทธเจ้าตรัสว่า…
ผู้พิจารณาเห็นความเกิดดับแห่งสังขาร
มีชีวิตอยู่วันเดียว
ประเสริฐกว่าชีวิตตั้งร้อยปี
ของผู้ไม่พิจารณาเห็น
(พระธรรมบท)

‪#‎ดังตฤณ‬

มองโลกในแง่ดี VS หลอกตัวเอง… !??

• มองโลกในแง่ดีคือเห็น ‘ความจริง’ ใน ‘แง่บวก’

: เช่น ถูกโกง จะได้ฉลาดขึ้น รู้ว่าต่อไปจะระวังตัวยังไง

: หรือถ้าใครจากไป
จะได้เห็นความ ‘ไม่เที่ยง’
ไม่มีอะไรเป็นของเราจริงๆ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• หลอกตัวเองคือ
รู้ทั้งรู้ว่าความจริงเป็นยังไง
ก็ยังอุตส่าห์ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
คิดไปอีกอย่าง
เชื่อไปอีกทาง

: เช่น ถูกโกงเห็นๆ
ยังนึกว่า
เดี๋ยวเขาก็เอามาคืน

: หรือถ้าใครจากไป
ก็คิดว่า
เดี๋ยวเขาต้องกลับมาแน่ๆ
เป็นต้นครับ

‪#‎ดังตฤณ‬

• พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า… ธรรมะข้อเดียว
ที่รวมธรรมะข้ออื่นๆไว้

(หมายถึง ‘ธรรมะที่เป็นกุศล’
ฝ่ายที่เป็น ‘ตัวทำให้เจริญ’
‘ธรรมะที่ทำให้เจริญ’
มีอยู่ข้อหนึ่ง ที่เมื่อเกิดแล้ว
จะเป็นที่ประชุม
ที่รวมของธรรมะข้ออื่นๆ)

: ท่านเปรียบไว้ว่า
เหมือนกับ ‘รอยเท้าช้าง’
ย่อมสามารถที่จะรวบรวม
รอยเท้าของสัตว์อื่นๆในป่า
ไว้ในรอยเท้าช้างรอยเดียวได้

: ธรรมะข้อนั้นคือ ‘สติ’

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

: ถ้าหากว่าเรา ‘มีสติ’ อยู่
ธรรมะทุกข้อ มันเกิดขึ้น
ประชุมกันลงตรงนั้นแหละ

––––––––––––––––

• สติคือความสามารถที่จะระลึกได้ว่า
‘กำลังมีอะไรปรากฏอยู่’
เป็นความจริงให้ ‘รู้’
อยู่ใน ‘ปัจจุบัน’

––––––––––––––––

• ถ้าหากว่าเราฟุ้งซ่านอยู่
แล้วเรามีความ ‘รู้สึก’ ว่า
มีความฟุ้งซ่าน
มีความปั่นป่วนอยู่ภายใน
เป็นนามธรรม
นี่เรียกว่า ‘สติ’ แล้ว

: เพราะว่า ‘ภาวะความฟุ้งซ่าน’
มันถูก ‘รู้’ ตรงตาม ‘จริง’

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

: มันไม่ได้ใช้ ‘จินตนาการ’ เอาว่า
เรากำลังฟุ้งซ่านอยู่…

แต่มันใช้ความสามารถในการ ‘ยอมรับ’ ว่า
เรากำลังฟุ้งซ่านอยู่…
นี่เรียกว่า สติ นะ

(แต่ถ้าเราไปพยายาม ‘บังคับ’
ให้ตัวเองอยู่ในภาวะสงบ
นั่นไม่เรียกว่าสติ
นั่นเรียกว่า ‘ความอยาก’ จะสงบ)

––––––––––––––––

• ถ้าหากว่าเรา ‘มีสติ’ ตามจริง
สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ
เราจะ ‘ไม่แล่น’ ไปตามความฟุ้งซ่าน

เห็นไหม… ธรรมะข้ออื่นๆเกิดแล้ว!

เราจะ ‘ไม่กระวนกระวาย’ ไปตามความฟุ้งซ่าน
ไม่เอาตัวแล่นไปตามความฟุ้งซ่าน
ไม่เตลิดเปิดเปิงไป

ไม่ไปหาใครบางคนที่ไม่สมควรจะไปหา

ไม่คิดถึงใครบางคนที่ไม่สมควรไปคิด

ไม่คิดถึงเรื่องอะไรที่มันยังอยู่ในอนาคต

ตรงนี้แหละ… คือธรรมะข้ออื่นๆเริ่มตามมาแล้ว!

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

: ถ้าหากว่าเราไม่แล่นไปตามความฟุ้งซ่านตัวเดียว
มันระงับทุกอย่างเลย
ที่เป็น ‘บาป’ ที่มันเป็น ‘อกุศล’

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

: ผู้ที่สั่งสมความสามารถในการ ‘ยอมรับ’
‘สิ่งที่ปรากฏ’ อยู่ใน ‘ปัจจุบัน’

เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่ากำลังสร้างรอยเท้าช้างขึ้นมา
เพื่อที่จะรวบรวมรอยเท้าสัตว์อื่นในป่ามาไว้ที่เดียว
ก็คือ ‘ธรรมข้อเดียว’

ถ้าหากว่ามี ‘สติ’ ได้
สติจะพาธรรมะข้ออื่นๆมารวมไว้ในที่เดียวกัน

‪#‎ดังตฤณ‬

เขาเล่าว่า… ‘ความทุกข์ของเศรษฐี’

• คนรวยมากๆนั้น
ถ้าเราตัดสินด้วยตาเปล่า
จะรู้สึกเหมือนพวกเขา ‘มี’ ทุกอย่าง
เท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะอยากมี

: ไม่ว่าจะเป็นรถคันยาว คฤหาสน์หลังโต
หรือกระทั่งเกียรติยศและอิทธิพล
ที่มากพอจะเปลี่ยนอะไรในวงกว้าง
ภายในชั่ววันเดียวที่พวกเขาต้องการ

––––––––––––––––

• แต่ความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาล่ะ?

: ผมเคยอ่านสัมภาษณ์
แล้วก็เคยพบตัวจริงมา
สะท้อนให้เห็นว่า
ในส่วนลึกยัง ‘รู้สึกขาด’

––––––––––––––––

เท่าที่ผมรวบรวมแบบแปลกๆไว้ ก็เช่น…

๑) บางคนขาดความรู้สึก ‘ปลอดภัย’
วันๆต้องเปลี่ยนเส้นทางเข้าออกจากที่ทำงาน
เพราะกลัวพี่น้องด้วยกันจะส่งมือปืนมายิง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

๒) บางคนขาดความรู้สึกว่า ‘ตัวเองมีค่า’
เพราะเจอแต่ลูกน้องคนสนิทที่ปั้นมากับมือ
แย่งเก้าอี้ แย่งอำนาจ
หรือรวมหัวกันด่าทอในห้องประชุม
และน่าเศร้าที่หลายคนในนั้น
กระเด็นจากบัลลังก์จนได้

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

๓) บางคนขาดความรู้สึกว่า ‘มีครอบครัว’
แม้จะมีลูกเมีย

• รายหนึ่ง แบ่งสมบัติให้ลูกไปเกือบหมด
ของตัวเองเหลือพอทำธุรกิจได้ต่อไป
แต่วันดีคืนดีธุรกิจเกิดปัญหา ใกล้ล้มละลาย
เขาเรียกลูกชายหญิงสามคน มาขอเงินบางส่วนคืน
เพื่อจะเอาไปประทังหนี้ ที่ต้องจ่ายเดี๋ยวนั้น

…แต่ลูกทั้งสามปฏิเสธ!!…

: และบอกว่า…
“มันเป็นปัญหาของพ่อ
พ่อก่อปัญหาแล้ว
ไม่ควรทำให้พวกเราเดือดร้อน!!”

• เขามึนงง!?
และไม่เชื่อหูตัวเอง
แต่จากนั้นสองปี
เขาก็กู้วิกฤตได้ด้วยตนเอง

• ทว่า… เมื่อมีใครถามถึงลูกๆของเขา
เขาจะทำหน้าเฉยชา
นัยน์ตาว่างเปล่า
และถามกลับว่า…

…“ลูกไหน? ผมไม่เคยมีลูก!!”…

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

๔) บางคนขาดความรู้สึกว่าตัวเอง ‘มี’
เพราะถ้ามีจริง
ทำไมถึงรู้สึกว่าไม่มีอะไรเลย

• บางคนต้องวิ่งไป ‘ขอ’ ความสุข
ขอความรู้สึกว่า ‘มี’
จากใครบางคน
ที่ดูภายนอกเหมือน ‘ไม่มี’
ในสายตาคนทั่วไป

: ซึ่งก็ได้แก่ พระสงฆ์องค์เจ้า
ผู้สละเรือน สละสมบัติ
สละกรรมสิทธิ์ทุกอย่างทางโลก

: เหลือเพียงผ้าพันกาย กันอุจาด
กับที่อยู่อาศัย ซึ่งชาวบ้านลงขันกัน
สร้างเป็นของกลางของสงฆ์
และอาหารแต่ละมื้อ
ที่ชาวบ้านใส่บาตรให้ตามกำลัง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• คนที่มีอะไรทุกอย่าง
แต่กลับรู้สึกว่าไม่มีอะไรสักอย่าง
ต้องเร่ขอ ‘ความมี’ ไปทั่วทุกทิศ

: กับคนที่ไม่มีอะไรสักอย่าง
แต่กลับรู้สึกว่ามีครบทุกอย่าง
แถมเป็นฝ่ายแจกความมี
ให้กับใครต่อใครที่เข้ามาหา

: สะท้อนให้เห็นว่า
คนเรามีหรือไม่มี
ไม่ใช่เรื่องของการครอบครองวัตถุภายนอก
แต่เป็นเรื่องของการครอบครอง ‘สมบัติภายใน’

• ถ้าใครเข้าใจ
และสามารถเข้าถึงได้
ก็ย่อมเป็น ‘คนมั่งมี’ ที่ฉายชัดออกมา
ให้คนอื่นรู้สึกอยาก ‘ขอแบ่ง’ บ้าง

––––––––––––––––

‘ความมั่งมี’ หรือ ‘ทรัพย์อันเป็นภายใน’ เป็นอย่างไร?

• พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในธนสูตรที่ ๒
ใจความสรุปว่า
ท่านถือเหล่า ‘อริยเจ้า’
เป็นพวกที่มีทรัพย์จริง

: ไม่อาจเรียกว่ายากจนเลย
เพราะเป็นของ ‘ติดตัว’
เป็นของ ‘ทำลายไม่ได้’

: สะสมแล้ว
ไม่อาจเป็นผู้มีใจแห้ง
และเป็น ‘เครื่องยืนยัน’
อย่างเป็นแก่นสาร
ว่าชีวิตของพวกท่าน ‘คุ้มค่า’ แล้ว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• ทรัพย์อันเป็นภายในดังกล่าวนี้
แม้เหล่าอริยเจ้าก็มีไม่เท่ากัน
มากบ้างน้อยบ้าง
ตามบารมีที่สั่งสมมา

: และแม้ยังเป็น ‘ปุถุชน’
ก็อาจมีทรัพย์เช่นเดียวกันนี้ได้
เพียงแต่อาจจะ ‘ไม่คงทนถาวร’
เหมือนเหล่าอริยเจ้าผู้บรรลุธรรมแล้ว
เที่ยงที่จะถึงนิพพานแน่แล้ว
มีอัธยาศัยในการสละมายาลวงตาแน่แล้ว

––––––––––––––––

มาฟังที่พระพุทธเจ้าตรัสเกี่ยวกับ ‘ทรัพย์ภายใน’ กันครับ

๑) ศรัทธา

• ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้มีศรัทธา

: คือ ‘เชื่อ’ พระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต
ว่าด้วยการบำเพ็ญเพียรโดยชอบ
พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น
จึงเป็นพระอรหันต์
ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง
เป็นผู้ตื่นแล้ว
เป็นผู้จำแนกธรรม

: นี้เรียกว่า ‘ทรัพย์คือศรัทธา’

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

๒) ศีล

• ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์
เป็นผู้เว้นขาดจากการลักทรัพย์
เป็นผู้เว้นขาดจากการผิดประเวณี
เป็นผู้เว้นขาดจากการโป้ปด
และเป็นผู้เว้นขาดจากการดื่มน้ำเมา
อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

: นี้เรียกว่า ‘ทรัพย์คือศีล’

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

๓) ความละอายต่อบาป

• ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้มีความละอาย

: คือ ละอายต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต
ละอายต่อการแปดเปื้อนด้วยอกุศลธรรมอันลามก

: นี้เรียกว่า ‘ทรัพย์คือหิริ’

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

๔) ความสะดุ้งกลัวต่อบาป

• ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้มีความสะดุ้งกลัว

: คือ สะดุ้งกลัวต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต
สะดุ้งกลัวต่อการแปดเปื้อนด้วยอกุศลธรรมอันลามก

: นี้เรียกว่า ‘ทรัพย์คือโอตตัปปะ’

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

๕) ความรู้อันเป็นสัทธรรม

• ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้

: เป็นผู้ ‘ทรงจำ’ ความรู้อันเป็นสัมมาทิฏฐิไว้มาก

: ทรงไว้คล่องปาก ขึ้นใจ

: แทงตลอดโดยดี ด้วยความเข้าใจในธรรมทั้งหลาย
อันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด

: แสดงการ ‘ประพฤติธรรม’ ได้ตลอดสาย

: ทั้งในส่วนของ ‘ศัพท์แสง’
และ ‘ความเข้าใจ’
บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง

: นี้เรียกว่า ‘ทรัพย์คือสุตะ’

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

๖) น้ำใจ

• ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้มีใจปราศจากความตระหนี่
อันเป็นมลทิน

: สละได้แม้การครองเรือน
มีอาการปล่อยแล้ว
มีฝ่ามืออันชุ่มด้วยความยินดีในการสละ
ควรแก่การขอ

: ปลาบปลื้มในทาน
และการจำแนกทาน

: นี้เรียกว่า ‘ทรัพย์คือจาคะ’

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

๗) ปัญญา

• ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้มีปัญญา

: คือ ประกอบด้วยปัญญา
ที่กำหนดความเกิดและความดับ
เป็นอริยะ ชำแรกกิเลส
ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ

: นี้เรียกว่า ‘ทรัพย์คือปัญญา’

––––––––––––––––

• ข้าวของภายนอก
จะบอกว่าคุณรวยหรือจนไม่สำคัญ

: ถ้ามี ‘อริยทรัพย์ทั้ง ๗ ประการ’ นี้
พระพุทธเจ้าตรัสรับรองไว้เลยว่า
จะรู้สึก ‘ไม่จน’

––––––––––––––––

ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นง่าย

• นั่นคือถ้าคุณเป็น ‘ผู้มีศีล’
คุณย่อมไม่เพ่งเล็งอยากได้ของใคร
ด้วยอาการแห่งขโมย

: ตราบใดไม่เป็นขโมย
ตราบนั้นคุณย่อมไม่รู้สึกว่า
ตัวเองยากจน กระทั่งสิ้นท่า

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• และถ้าคุณเป็น ‘นักให้ทาน’
ชอบสละออก

: คุณย่อมรู้สึกว่าตนเอง
‘มีพอ’ จะให้

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

: และในระดับของพระ
ที่ใจถึงขนาดสละเรือนได้แล้ว
แน่พอจะยกทรัพย์ทั้งหมดของตน
ให้คนอื่นได้แล้ว
จะมีอะไรอีกเล่าที่ให้ไม่ได้?

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

: พอ ‘ถึงจุด’ ที่สามารถทิ้ง
อาการกระเสือกกระสนเอาเข้าตัว

ธรรมชาติของใจคือจะเกิดความรู้สึก ‘พอ’

และความพอ
ความ ‘ไม่อยากเอาเพิ่ม’ นั่นแหละ
คือความรู้สึกของเศรษฐีที่แท้จริง!

‪#‎ดังตฤณ‬

• หัดให้…
แล้วจะรู้สึกว่า..มีพอให้ได้ไม่ขาด
เอาแต่ได้..แล้วจะรู้สึกขาด
ขนาดเอาเท่าไหร่ก็ไม่พอ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• พระพุทธเจ้าตรัสว่า
“ให้อะไร ได้อย่างนั้น”

ไม่ใช่ให้จานได้จานคืน
ให้ตู้เย็นเขา แล้วเราจะได้ตู้เย็นใหม่จากคนอื่น

แต่เป็นภาวะที่เสมอกัน
เช่น ให้สุขย่อมได้สุข
ให้ความฉลาดย่อมได้ความฉลาด
ให้ธรรมะย่อมเพิ่มพูนธรรมะ

แต่ถ้าให้แต่ลมปาก
ก็จะได้แค่ลมแล้งกลับคืนมานั่นเอง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• ขอให้จำไว้ว่า
การทำบุญไม่ใช่การเอาเงินมากๆ ไปแจกคนอื่น
แต่เป็นการเอาส่วนเกินน้อยๆ
ไปละลายความตระหนี่ในตนเอง

• ถ้าพบว่าการฝึกให้ทานเป็นเรื่องยาก
ก็อย่าคิดว่าจะเอาของไปให้เขา
แต่จงคิดว่าเราจะไปเอาความสุข ความสบายใจ
และบุญใหญ่มาจากเขาแทน

• ทำบุญมากไป
ก็เหมือนสุรุ่ยสุร่ายไม่ระวัง
ย่อมเงินขาดมือ เป็นทุกข์ทางใจ
ทำบุญพอดีฐานะ
จะทำลายความตระหนี่
ให้ผลเป็นสุขทางใจโล่งเบา

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• ถ้าถวายของตามประสงค์
ก็ได้บุญในแบบคนตามใจพระ
ทำบ่อยๆจนตั้งมั่น
วันหนึ่งก็จะมีคนตามใจเราตลอดเหมือนกัน

: แต่การถวายตะพึดตะพือ
โดยไม่ดูผลเสียที่จะตามมากับท่าน
ก็เรียกว่าเป็นการตามใจพระแบบขาดสติ
ขาดการพิจารณา

: วันหนึ่งคุณก็มีคนตามใจจนหลงตัว
หลงระเริง ไม่มีใครคิดห้าม
หรือไม่อยากให้มีใครห้าม
เรียกว่าทำบุญแบบไม่ใส่เบรก
ย่อมได้รถแรง
ที่เบรกไม่ได้เรื่องเป็นกำนัล

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• คนเราทำบุญอย่างไม่แน่ใจ
ว่าเป็นเหตุแห่งความสุข
จึงขาดกำลังใจทำบุญให้สม่ำเสมอ

แถมทำบาปอย่างไม่รู้
ว่าเป็นเหตุแห่งความทุกข์
จึงไม่ยับยั้งชั่งใจ
ในการทำบาปทุกครั้งที่ถูกยั่วยุ

ผลคือ
ไม่มีใครเสวยสุขตลอดไป
และไม่มีใครทนทุกข์กันทั้งชาติ

‪#‎ดังตฤณ‬

• รักแท้ไม่ได้มีอยู่ก่อน
และไม่เคยหายไปไหนเลย
มันขึ้นอยู่กับว่า
เมื่อไหร่ใครจะสร้างสำเร็จเท่านั้น

• รักแท้มีจริงครับ
ถ้าเราทำตัวใช่
รู้วิธีหาคนที่ใช่
และเต็มใจจะรักษาความใช่ไว้ให้ได้ตลอดรอดฝั่ง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• ไม่มีรักแท้…ในหมู่คนไร้ธรรมะ

• รักแท้…
ไม่ใช่ของคู่เหล้ายา…นํ้าตา
และความ “เอาแต่ใจ”

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• ความรักเป็นภาวะปรุงแต่ง
อาศัยบุญเก่าที่เคยอยู่ร่วมกัน
เป็นตัวผลักดันให้มาพบและคุ้นกัน
และอาศัยบุญใหม่
ทำให้อยู่ร่วมกันรอด

• ถ้ายังไม่มีความรัก
อย่าเพิ่งรีบหาความรัก
แต่ให้เร่งรู้วิธีสร้างความรัก

ด้วยการใจเย็นเป็น เห็นใจเป็น
พูดดีเป็น อภัยเป็น ไม่เสแสร้งเป็น

แล้วในที่สุด
ความรักจะตามหาคุณเจอเอง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• เมื่อเกิดเป็นมนุษย์
“กรรมเก่า” จะวางผังชีวิตของเราไว้เลยว่า
จะได้มีคู่ครองประมาณใด

สมหวัง หรือผิดหวังแค่ไหน
: จากกรรมที่เคยซื่อ
หรือหลอกใช้ให้ความหวังคนอื่นไว้

ได้คู่ดี หรือไม่ดี
: จากกรรมเก่าที่เคยดีร้ายต่อใครเพียงใด

ได้คนเหมาะ หรือไม่เหมาะ
: จากกรรมที่เคยร่วมกันบำเพ็ญบุญร่วมกันเพียงใด

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• บุพพเพสันนิวาสแปลว่าอะไร?
แปลว่าชาติก่อนสั่งให้หลงรัก
ก็หลงรักขัดขืนไม่ได้
สติปัญญาแปลว่าอะไร ?
แปลว่าชาตินี้
ถ้ารักแล้วเดือดร้อนหรือผิดศีล
ก็อย่าไปแล่นตามความรัก

• ความรักที่อภัยไม่ได้ คือต้นทางของความเกลียด
ความเกลียดที่ถูกสละทิ้งได้ คือต้นทางของความรัก

• รักจริงแค่ไหน
ดูจากรอยยิ้มพิศวาสอย่างเดียวไม่ได้
ต้องดูจากจำนวนรอยยิ้มอภัยไปด้วย

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• คนที่เร่งมีรักเพราะเหงา
มักได้เศร้ากับบทเรียน
มากกว่าได้สุขกับของจริง

• คนเราชอบรีบร้อนด่วนได้
หรือไม่ก็อยากได้อะไรที่เกินตัว
รู้ทั้งรู้ว่า ‘คนที่ใช่’ หมายถึง ‘คนที่เหมาะ’
แต่ใจจะไม่รอคนเหมาะ
เพราะกิเลสสั่งให้หาคนที่ดีที่สุด เร็วที่สุด

ซึ่งก็นั่นแหละครับ
เป็นสาเหตุว่า
ทำไมถึงไม่เจอคนที่ใช่กันสักที

‪#‎ดังตฤณ‬

• “เงิน” พิสูจน์ตัวเองว่ามีค่าอย่างน่าแปลกใจ
มันทำให้มหาเศรษฐีหลายคนไม่หยุดหามัน
ทั้งที่ให้เหตุผลไม่ได้ว่า “จะมีเพิ่มขึ้นมา” ทำไม

• หน้าที่หลักของโลภะ คือสะกดให้รู้สึกว่า “ถึงมีก็ไม่พอ”
หน้าที่หนึ่งของปัญญา คือพาให้เห็นว่า “ถึงไม่มีก็พอได้”

• อยู่..อย่างคนที่จนกว่าตัว
ให้…อย่างคนที่รวยกว่าตน
แล้วจะมีเหลือกินเหลือใช้
ทั้งชาตินี้และชาติหน้า

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• การอุปการะเลี้ยงดูพ่อแม่
หรือผู้มีพระคุณให้อยู่สุขสบาย
จะเป็นตัวตั้ง เป็นหลักประกันว่า
ทั้งชาตินี้และชาติหน้า
จะเจริญรุ่งเรืองในการทำมาหากินยิ่งๆขึ้นไป

กับทั้งเป็นผู้ได้รับมรดกจากผู้หลักผู้ใหญ่
ไม่ถูกแย่งชิงหรือมีเหตุให้เสียมรดกไปอย่างไม่สมควร

นี่เป็นหลักการสะท้อนให้เห็นว่า
ทุกคนเป็นทายาทแห่งกรรมของตน
ทุกคนจะเป็นผู้รับมรดก
ที่ตนสร้างทำไว้อย่างเป็นรูปธรรม

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• ความประมาท
เป็นปรปักษ์สำคัญกับบุญเก่า
หลายคนควรอยู่สบายเพราะบุญเก่าแน่นอนแล้วแท้ๆ
กลับต้องตกระกำลำบาก
แทบไม่มีที่อยู่อาศัย
ก็เพราะความประมาทชะล่าใจนี่แหละครับ

เพราะคนเราถ้าไม่มีความรู้ความคิด
ไม่มีความยับยั้งชั่งใจ
ต่อให้กี่พันล้านก็เกลี้ยงฉาดในไม่ช้า

เชื่อเถอะว่า
ไม่มีบุญเก่าเลี้ยงใครได้ตลอดรอดฝั่งหรอก
ที่คุณเห็นเขาอยู่สบายไปทั้งชาติ
ก็เพราะมีบุญใหม่ร่วมด้วยช่วยกันทั้งนั้น

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• หากถามว่า…
ทำกรรมอะไรมา.. ถึงรวยเป็นพิเศษ
คำตอบตรงตัว คือ ทำกรรมด้วยอาการเผื่อแผ่
มีใจที่กว้าง
เป็นไปในทางช่วยเหลือผู้อื่นเป็นพิเศษ
และบ่อยครั้งกว่าคนทั่วไป

• ถ้าอยากเห็นผลของทานอันยิ่งใหญ่ในชาติถัดไป
ชาตินี้ คุณจะต้องมี “น้ำใจ” ยิ่งใหญ่ไปจนตาย
ไม่ใช่ให้ทานเหมือนลงทุนเก็งกำไรหนสองหน
ปีนี้บริจาคสามร้อย
ปีหน้าหวังดอกเบี้ยงอกเป็นสามล้าน

• ความร่ำรวยเกิดจากความมีใจกว้าง มีใจเผื่อแผ่
กรรมใดที่เป็นไปเพื่อความกรุณาต่อผู้อื่น
ช่วยให้ทุเลาทุกข์
ช่วยให้ความสุข
ช่วยให้ความสบาย
ช่วยให้ความปลอดภัยกับมหาชน

กรรมนั้น
ย่อมขยายขอบเขตอาณาจักรเงินทองได้ทั้งสิ้น

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• คำแนะนำที่ดีที่สุด
คือประกอบสัมมาอาชีพ
ขยันขันแข็งให้เต็มกำลัง
และอย่าหวังรวยทางลัด

การมีอาชีพซื่อสัตย์สุจริตและความขยันขันแข็งนั้น
ไม่ใช่อำนวยผลเฉพาะหน้าที่การงานนะครับ
แต่ยังเหมือนเป็นฐานรองรับความกินดีอยู่ดี
ที่สมตัวในระยะยาวด้วย

เมื่อประกอบอาชีพสุจริต มีรายได้มา
ก็ลองฝึกที่จะเผื่อแผ่ เจือจาน
ได้น้อยก็ทำน้อย
แต่ขอให้มีใจใหญ่เป็นหลักก็แล้วกัน

คุณจะพบด้วยตนเองว่าการให้ในแต่ละครั้งนั้น
มีปรากฏการณ์บางอย่างเกิดขึ้นกับใจตน
คือเบาลงเรื่อยๆ
ยินดีมากขึ้นเรื่อยๆ
เลื่อมใสในการให้มากขึ้นเรื่อยๆ
ถึงตรงนั้นต่อให้ไม่มีผลตอบแทนเป็นรูปธรรมใดๆ
ใจคุณก็ไม่รอแล้ว
เพราะอิ่มสุขอิ่มปีติอยู่เดี๋ยวนี้แล้ว

พอถึงจุดของความชอบให้
ชอบช่วยด้วยไม่หวังผลตอบแทน
นั่นแหละครับ

ความช่วยเหลือจากธรรมชาติจะเริ่มไหลมาเทมา
คุณไม่อยากได้ก็ต้องได้
คุณไม่อยากรวยก็ต้องรวย
เพื่อเอาไว้เป็นทุนทำทาน
เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัวต่อไปไงครับ

‪#‎ดังตฤณ‬

• สิ่งที่จะช่วยให้คุณรู้สึกเข้มแข็งขึ้น
คือความสามารถในการผ่านทุกข์
ไม่ใช่ความสามารถในการเสวยสุข

• ความแข็งแรงของมือ
วัดกันที่ความสามารถในการยึดจับสิ่งที่ควรยึดจับไว้
ความเข้มแข็งของใจ
วัดกันที่ความสามารถในการปล่อยวางสิ่งที่ควรปล่อยวางไป

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• ความสามารถที่จะเห็นทุกข์ เป็นของไม่เที่ยง
คือความสามารถจะเป็นสุขได้
ในท่ามกลางกองทุกข์ อันใหญ่หลวง

• อย่าหวังจะไม่เจอทุกข์
แต่จงหวังการมีสติเข้มแข็งนานพอ จะเห็นทุกข์หายไป

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• จิตที่เข้าใจวิธีเจริญสติ
ย่อมพ้นทุกข์ ด้วยความสว่างสดใสทางปัญญา
บางคนบอกว่า
ให้ทาน รักษาศีลมามาก
ทำไมยังทุกข์อยู่

: นั่นก็เพราะ
ยังยึดมั่นกายและความรู้สึกนึกคิด “อย่างเหนียวแน่น”
ไม่เคยสังเกต
ไม่เคยทำให้สติเจริญขึ้นมารู้เลยว่า
กายใจไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน

ก็เป็นธรรมดา
ที่ย่อมไม่อาจรู้ว่าความพ้นทุกข์ด้วยปัญญา
อันเกิดจากการเจริญสติ
เป็นอย่างไรกัน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• เสวยสุขโดยดี ยังไม่ใช่คนดีทน
ต้องฝึกตนผ่านทุกข์ได้ด้วยดี ถึงจะดีจริง

• ชีวิตที่เกิดมาดีที่สุด
คือชีวิตที่รู้ว่า
เราจะตั้งเข็มไปทางสวรรค์นิพพานได้ยังไง

‪#‎ดังตฤณ‬

• หน้าตาดี คนจะจำว่าสะสวยครึ่งชีวิต
แต่จิตใจดี คนจะจำว่างดงามไปทั้งชาติ

• หน้าสวย ตาสวย
ยิ้มสวย รูปร่างสวย ลายมือสวย
แต่ใจไม่สวย
จะต่างอะไรจากกล่องของขวัญสวย
ที่ห่อระเบิดเวลาไว้

หน้าธรรมดา ตาธรรมดา
ยิ้มธรรมดา รูปร่างธรรมดา ลายมือธรรมดา
แต่ใจงามเกินรูปร่างหน้าตา
คงไม่ต่างจากเทียนธรรมดา
ที่ส่องสว่างกลางความมืดได้…ไม่แพ้เทียนพิเศษ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• เสน่ห์ที่จับใจคนในระยะยาว
มิใช่รูปร่างหน้าตา

ทว่าเป็นน้ำใจ
ความเมตตา ความรู้จักพูด
ความเชื่อมั่น ตลอดจนท่วงทีกิริยา

แม้แต่คนที่มีบุญเก่าทางรูปร่างหน้าตาไม่ดีนัก
ก็สามารถเพิ่มแรงเสน่ห์อันเป็นภายในได้
ในชั่วเวลาที่ปรับเปลี่ยนนิสัยบางอย่างให้ตั้งมั่น

: ในทางตรงข้าม
แม้สวยหล่อเลิศเลอ
แต่หน้าดำคร่ำเครียด
กับเรื่องตกต่ำทั้งหลาย
ทั้งเหล้า ทั้งการพนัน
ทั้งคำพูด คำจา สารพัดพิษ

ก็ทำบุญเก่าทรุดโทรมลง
หรือแม้รูปร่างหน้าตายังดี
ก็ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ “คนกรรมเหม็น”

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• ความสวยความหล่อนั้น
เอาไว้ล่อคนรู้จักห่างๆ
หรือไม่รู้จักเลยให้ลุ่มหลง
เป็นความทรงจำที่เอาไว้ร่ำลือ
ให้พากันตื่นเต้นเล่น

ส่วนความดีงามนั้น
เอาไว้ผูกใจคนรู้จักใกล้ชิดให้สนิทใจ
เป็นความทรงจำอันน่าสบายใจในชีวิต
เป็นความทรงจำที่อยากจำ ไม่ใช่ฝืนจำ

• ถ้าคุณเป็นความทรงจำอันงดงามสำหรับคนอื่น
ช่วยให้คนอื่นเชื่อในระยะยาวว่า
มีคนปากตรงกับใจ
การกระทำตรงกับความคิด

ผลไม่ใช่แค่ทำให้คนอื่นรู้สึกดีขณะอยู่ในโลกนี้
แต่จะทำให้ตัวคุณเอง
รู้สึกดีทั้งเมื่อยังอยู่ในโลกนี้
และเมื่อจากโลกนี้ไปสู่โลกหน้าแล้ว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• ตอนคิดดี
ใจคุณจะสว่าง
มโนภาพภายในจะงดงาม
หน้าตาจะดูใสสะอาดขึ้น

และถ้าตั้งใจดีเป็นประจำ
กระทั่งใจสะอาดใสเป็นปกติ
ก็คู่ควรจะเป็นคนสวยหล่อต่อไป

‪#‎ดังตฤณ‬

• มูลเหตุของความงาม
หาใช่ผลงานของความบังเอิญไม่
ความบังเอิญ
ไม่อาจออกแบบความงาม
หรือความน่าเกลียด

ใจที่งาม
และใจที่น่าเกลียดต่างหาก
ที่อยู่เบื้องหลังมาโดยตลอด

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• ความมีรูปงามยืนพื้นอยู่บนความมีใจงาม
กรรมใดๆก็ตามที่ปรุงแต่งใจให้งามได้
กรรมเหล่านั้นก็มีส่วนส่งเสริมให้รูปงามขึ้นเสมอ

• หากถือศีลได้สะอาดบริสุทธิ์ตลอดชีวิต
กระทั่งแม้ใจก็ไม่กระดิกไปคิดอยากละเมิดศีลตามแรงยั่วยุ
ชาติใหม่จะมีรูปร่างหน้าตาสมส่วนหมดจด
มองจากมุมไหนก็ดูดีไปหมด
แบบที่เรียกกันว่างามไร้ที่ตินั่นเอง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• สรุปแล้วความน่ารังเกียจของจิตนั่นแหละ
คือต้นเหตุแห่งกายที่น่ารังเกียจ
ความงดงามของจิตนั่นแหละ
ต้นเหตุแห่งกายที่งดงาม

• กรรมหลักๆ
ที่ทำให้สวยหล่อบาดตาบาดใจกันจริงๆ
หรือมีรูปงามเกินใจใครต้านทานนั้น

มาจากการเป็นคนที่หมั่นทำทานด้วยศรัทธา
มีศีลสะอาดบริสุทธิ์หมดจด
และมีอาการทางใจ
กับวิธีคิดที่เป็นบวกอยู่เสมอๆ

คือไม่เป็นคนมักโกรธ
ไม่คิดอกุศล
หรือติดใจความคิดอัปมงคล
จนปล่อยใจให้ไหลไปกับเรื่องต่ำๆ

‪#‎ดังตฤณ‬

• เกิดทั้งน้ำตาไม่น่าอาย
แต่อย่าตายทั้งน้ำตาก็แล้วกัน

• ไม่มีอะไรเป็นของคุณจริง
ทุกสิ่งแค่มาลองใจ
ว่าคุณเป็นคนแบบไหน
ตระหนี่ ใจดี ขี้โกง หรือตรงไปตรงมา
เหมาะจะลำบาก
หรือสบายในภายหน้า

• กรรมขาวสร้างจิตขาว
กรรมดำสร้างจิตดำ
จิตแบบใดตั้งมั่นในขณะมีชีวิต
หลังตายย่อมมีชีวิตใหม่สอดคล้องกัน
ทั้งรูปร่างหน้าตา ฐานะ และชะตาดีร้าย

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• เป็นการยาก
หากจะให้ชี้ว่าทั้งชีวิต
เราทำอะไรผิดพลาดไว้บ้าง

แต่จะง่ายขึ้น
หากให้ทบทวนดูว่า
เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตเรา
ทุ่มให้กับความหวังดี
หรือหวังร้ายอย่างไรเป็นประจำ

และนั่นแหละ
ที่กฎแห่งกรรมต้องการ
ในเวลาตัดสินว่าเรา
ควรอยู่ในที่สูงขึ้นหรือต่ำลง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• ตอนใกล้จะสิ้นชีวิต
น้องจะมองย้อนกลับมาแล้วเห็นว่า
ชีวิตทั้งชีวิตนั่นแหละ “คือแบบฝึกหัด”
ไม่ใช่แค่วันใดวันหนึ่งของชีวิตเป็นแบบฝึกหัด

ถ้าหากเราทำแบบฝึกหัดไปเรื่อยๆ
เป็นตายอย่างไรก็ไม่ยอมสอบตก
หรือถ้าสอบตกบ้าง
ก็แก้ตัวใหม่ให้ผ่าน

อย่างนี้แหละ
ชีวิตทั้งชีวิตจะปรากฏเป็นความไม่สูญเปล่า

หากการพยายามทำข้อสอบของเรา
คือการไม่เบียดเบียนตอบ
เมื่อต่างคนต่างแยกย้ายไปรับกรรม
เราจะไปในทิศที่มีการเบียดเบียนกันน้อยลงอย่างแน่นอน

‪#‎ดังตฤณ‬

• คำว่า “การแก้กรรม”
ผมอยากให้มองว่า
มันคือการแก้นิสัย
ไม่ใช่ไปทำพิธีอะไรสักอย่างหนึ่งเล็กๆ

คนส่วนใหญ่เวลานี้
พอพูดถึงการแก้กรรมขึ้นมานี่นะ
มันไปพูดถึงพิธีอะไรเล็กๆ น้อยๆ
ไปสวดมนต์ ไปขอพร
ไปอะไรที่รู้สึกว่ามันง่ายๆ
แล้วก็รู้สึกว่าถ้าทำพิธีแบบนั้นแบบนี้แล้ว
อัปมงคลทั้งหลายจะหายไปจากตัว

ตรงนั้นเป็นความเข้าใจผิดใหญ่หลวงเลย
และไม่ใช่วิธีการคิดแบบพุทธศาสนา

• วิธีการคิดแบบพุทธศาสนา
ก็คือว่าร่างกาย ฐานะ จิตใจ อะไรต่างๆ เหล่านี้นะ
ที่มันได้มา
มันได้มาเพราะเป็นทายาทรับผลกรรมที่เคยทำไว้

เรายอมรับไปเลยว่า
นี่เราทำมาอยู่แค่นี้จากการคิดได้แค่นี้
จากการพูดได้แค่นี้
จากการทำได้แค่นี้

ถ้าหากว่าเราจะแก้กรรมจริงๆ
ก็คือแก้นิสัยทางการคิด
แก้นิสัยทางการพูด
แก้นิสัยทางการกระทำ

ไม่ว่าคุณจะมีนิสัยทางการคิด การพูด การทำ
อย่างไรอยู่ ต้องปรับให้มันดีขึ้นทั้งหมด
เปลี่ยนจากมืดให้เป็นสว่างมากที่สุด
เท่าที่จะเป็นไปได้
นั่นแหละ
ที่จะเรียกว่าเป็นการแก้กรรมจริง

เพราะว่าสิ่งที่คุณทำอยู่มันให้คุณได้แค่นี้
เท่าที่คุณรู้สึกไม่พอใจอยู่นั่นแหละ

แต่ถ้าหากว่า
นิสัยที่คุณเป็นอยู่ ไม่ว่าจะคิด พูด หรือทำ
คุณปรับปรุงทำให้มันดีขึ้น ทำให้มันสว่างขึ้น
นั้นแปลว่า เป็นประกันเลยว่า
คุณจะอยู่บนเส้นทางที่อัพเกรดขึ้น ยกระดับขึ้น

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• การแก้กรรมที่ถูกต้อง
ก็คือเล็งเข้ามา
นิสัยเสียๆอะไรที่มันมีอยู่
คุณไม่ต้องไปหาหมอดู

ถามจากคนรอบตัว
ให้เค้าพยากรณ์มาเลยว่า
นิสัยที่เสียที่สุดของคุณคืออะไร

พอเค้าพยากรณ์มาแล้ว
และคุณยอมรับได้แล้ว
ไม่ต้องไปเจ็บปวด ไม่ต้องไปเจ็บใจ

แต่มีแก่ใจ
ที่จะทำให้มันเปลี่ยนแปลง
นั่นแหละ
ที่เรียกว่าการแก้กรรม

แล้วถ้าหากว่าคุณแก้กรรมได้เป็นนิสัย เป็นอาจิณ
นั่นแหละ รับประกันได้เลยว่า
ไม่ต้องรอชาติหน้า
ชาตินี้แหละ
มันจะดีขึ้นนะ หน้าตาจะดีขึ้น น้ำเสียงจะดีขึ้น

‪#‎ดังตฤณ‬

• นิสัยสั่งสมกันภพต่อภพ
ถ้าภพไหนเปลี่ยนใจก็เปลี่ยนกันเลย
ขืนเหมาหมดเป็นอนันตชาติที่ผ่านมา
ก็ไม่มีใครไปนิพพานได้เลยสิ

เพราะนิสัยทางจิตนั้นมีอย่างเดียว
ยึดทุกอย่างที่ขวางหน้า
ถ้าปล่อยไม่ได้ก็ไปนิพพานไม่ได้
และถ้าเปลี่ยนไม่ได้

ก็คงไม่มีคำว่า
มาสว่าง ไปมืด
มามืด ไปสว่าง
เป็นพุทธพจน์ได้หรอก

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• ชนะใจตัวเองได้
ก็ชนะใจคนที่อยู่ใกล้ได้

• เห็นคนอื่นเป็นคู่แข่ง
คุณจะเจอแต่เส้นชัยจอมปลอม
แต่ถ้าฝึกเห็นตัวเองเป็นวันนี้
และคู่แข่งคือเมื่อวาน
ชีวิตคุณจะพบเส้นชัยที่แท้จริง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• หลักการเปลี่ยนแปลงตัวเองที่สำคัญ
คือ อย่ารีบ อย่าเร่ง
อย่าคาดหวังไปข้างหน้า
ให้อยู่กับการพัฒนาตัวเอง เฉพาะที่ตรงนี้

• อย่าหวังว่าคุณจะดีอย่่างสมบูรณ์แบบในเวลาอันสั้น
แต่จงหวังว่า “คุณจะดีขึ้นทีละข้อ” แบบไม่ต้องรอนาน
แล้วคุณจะเห็นเอง
ว่าเกิดอะไรขึ้นจริงได้บ้าง

• คนที่จะชนะตัวเองได้อย่างท่วมท้น
ในบั้นปลายท้ายชีวิต
คือคนที่เปลี่ยนตัวเอง
ให้ดีกว่าเมื่อวาน “ทีละนิด” ไปเรื่อยๆ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• ความอยากแก้นิสัย
คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด
เพราะความอยากแก้นี้
เป็นสิ่งที่ไม่มีคนอื่นสร้างให้เราได้
บังคับเราไม่ได้

ถ้าอยากแก้ด้วยตนเอง
ก็สำเร็จไปเกือบครึ่งทางแล้วครับ
เพราะสะท้อนให้รู้เลยว่า
เราเห็นโทษของนิสัยร้ายๆแล้ว

ถัดจากความเห็นโทษ
คือการทำความเข้าใจเรื่องกรรมให้เข้าใจว่า
นิสัยเป็นอย่างไร
อาจิณณกรรมก็อย่างนั้น

อาจิณณกรรม คือกรรมที่ทำเป็นประจำ
เมื่อใดถึงเวลาเผล็ดผล
เมื่อนั้นก็ให้ผลที่สอดคล้องกันด้วยความแน่นอน
มีความคงเส้นคงวา

เช่น ชาตินี้ร้ายทั้งชีวิต
ชาติหน้า ก็เจอเรื่องร้ายๆทั้งชีิวิต
แก้ยาก รากกรรมเป็นอย่างไร
ผลกรรมก็อย่างนั้น

กรรมจะรักษาเส้นทางของตนเองผ่าน “อำนาจความเคยชิน”
คือชินอย่างไร
ก็จะมีอัตโนมัติอย่างนั้น
เมื่อเจอเครื่องกระตุ้นให้นิสัยร้ายออกฤทธิ์

ฉะนั้น
อย่ารอให้เจอเครื่องกระตุ้นเสียก่อน
ให้เห็นตั้งแต่อารมณ์ร้าย
เริ่มก่อหวอดในรูปของความคิดไม่ดี
จงเร่งรู้ว่า
“วิญญาณร้าย” เริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว

จากนั้น
สร้างความเคยชินใหม่
เริ่มก้าวแรก ด้วยความรู้สึกรักดี
ไม่ใช่รักร้าย

นั่นแหละ
จุดเริ่มต้นของเส้นทางใหม่
เราจะรู้สึกถึงจิตวิญญาณใหม่
ที่ใสสะอาดยิ่งๆขึ้น วันต่อวันครับ

‪#‎ดังตฤณ‬• ความโกรธ ไม่ใช่สิ่งที่ห้ามได้ทันที
หรือว่าไปตัดมันทิ้งได้ทันที
แต่เป็นสิ่งที่ “ถูกรู้” ได้ทันที

การยอมรับตามจริงคือการไม่ออกแรงเพิ่ม
ภาวะที่มันเกิดขึ้นแล้วเรายอมรับตามจริง
คือภาวะที่เรามีสติเข้าไปแทนที่ความโกรธ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• โทสะแรงๆ
มีไว้กดข่ม..ก่อนด่าหรือลงมือลงไม้
โทสะอ่อนๆมีไว้รู้ว่า “ไม่เที่ยง”
ก่อนจะสำคัญว่ามัน “เป็นตัวเรา”

• ถ้าอยากพูดด่า หรืออยากลงมือทำร้ายใคร
ตอนนั้นความโกรธ “มีไว้ห้าม” ไม่ใช่มีไว้ดู
แต่ถ้าแค่หงุดหงิด คิดไม่ดีกับใคร
ตอนนั้นความโกรธ “มีไว้ดู” ไม่ใช่มีไว้ห้าม

ฝึกอยู่อย่างนี้
ไม่ว่าจะโกรธหนักหรือโกรธเบา
จิตของคุณจะกลายเป็นนักดูความโกรธ

คุณสมบัติเด่นของนักดูความโกรธ
คือไม่ถูกความโกรธครอบงำ
แล้วก็ไม่พยายามครอบงำความโกรธด้วย
กระทั่งเหมือนแยกกันเป็นคนละฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งโกรธให้ดู
อีกฝ่ายหนึ่งรู้ความโกรธไป

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• คนอารมณ์เย็นจริง ใช่ว่าไม่โกรธเลย
แต่เป็นคนที่เจอเรื่องกระทบแล้ว
เกิดความโกรธแล้ว
ไม่เห็นความโกรธเป็นตน
แต่เห็นความโกรธเป็นสิ่งดับได้อย่างรวดเร็ว

• โกรธแล้ว “ขาดสติ”
แล่นตามความโกรธจะได้อกุศลจิต
โกรธแล้ว “เกิดสติ”
รู้ว่าความโกรธ “ไม่เที่ยง” จะได้มหากุศลจิต

_______________

• ผู้หวงความโกรธไว้
ได้ชื่อว่าหวงทุกข์ไว้
ผู้ยินยอมเปล่งคำพูด
และลงมือกระทำการเพื่อรับใช้ความโกรธ
ย่อมได้ชื่อว่า
ยังทำตัวเป็นบ่าวไพร่ของโทสะ

ยากจะเอาชนะ
เพื่อเลื่อนชั้นขึ้นเป็นนายของกิเลส
ไม่อาจลิ้มรสความเยือกเย็น
อันเป็นอมตะตามพระผู้สิ้นโกรธได้

ปัญหาคือแม้คนเรา
จะเล็งเห็นโทษของความโกรธ
แต่ก็ยังไม่เห็นประโยชน์ว่าจะเลิกโกรธไปทำไม
ในเมื่อโลกนี้ยังเต็มไปด้วยเรื่องน่าโกรธ
และน่าให้แสดงความโกรธอยู่ชั่วนาตาปี

• การรบกับความโกรธที่ดีที่สุด •

“คือการไม่คาดหวังเอากับตัวเอง..ว่าจะไม่โกรธ
และเมื่อโกรธแล้วก็ให้ “ยอมรับตามจริง”
เมื่อยอมรับตามจริง ก็ย่อมเห็นความจริงอันไม่ควรยึดมั่นถือมั่น”

ทางที่ถูกต้องทำความเข้าใจไว้ให้ดีๆตั้งแต่แรกว่า
ความโกรธ ความขัดเคือง
หรือความเกลียดความกลัวทั้งปวงนั้น “หาใช่ตัวเราไม่”

โทสะเป็นเพียงความกระเพื่อมไหวของจิต
มิใช่ตัวจิตเอง
เปรียบเหมือนคลื่นไม่ใช่น้ำ
เป็นแค่อาการกระเพื่อมไหวของน้ำเท่านั้น

ขอเพียงทบทวนบ่อยๆ
ตั้งป้อมเป็นฝ่ายรู้ฝ่ายดู
ไม่ช่วยโหม ไม่ฝืนต้าน
เมื่อผ่านไปนานวันนานเดือนเข้า

ก็จะเห็นความก้าวหน้าอย่างเป็นไปเองทีละน้อย
นั่นคือคุณเรียนรู้
ที่จะตั้งจิตไว้อีกแบบ ใช้ชีวิตอีกแบบ
เลิกยึดมั่นถือมั่นว่า คุณต้องดี คุณจะเอาดี

แต่เปลี่ยนเป็นรับสภาพตามจริงว่า
จิตไม่จำเป็นต้องดี
จิตไม่ได้มีไว้เพื่อเอาดี
จิตเป็นเพียงธรรมชาติที่ถูกกระทบได้
เกิดความกระเพื่อมไหวได้
แล้วกลับสงบลงได้เอง

ขอเพียงไม่เอา ‘ตัวคุณ’ เป็นที่ตั้งของการรบ
วันหนึ่งการรบจะสิ้นสุด
โดยไม่มีใครแพ้ ไม่มีใครชนะ
มีแต่สภาพทุกข์คลี่คลายไปสู่ความดับสนิท เย็นสนิท
เป็นบรมสุขเหนือภาวะเร่าร้อนใดๆ

“โกรธอย่างรู้ ดีกว่าหายโกรธอย่างไม่รู้”

# บทความบางส่วนจาก : คิดจากความว่าง 4
“รบกับความโกรธ อย่ารบกับตัวเอง”

‪#‎ดังตฤณ‬

• เหตุเกิดจากไฟ
เราเลือกได้ว่าจะเป็นไฟ หรือน้ำนะ
ถ้าเลือกเป็นไฟ ก็เผาใจตนเองและผู้อื่น
ถ้าเลือกเป็นน้ำ ก็นำความเย็นสบายมาสู่สองฝ่าย

• อายุบอกความแก่
การควบคุมอารมณ์บอกระดับอาวุโส

• ถ้าปากยังพ่นไฟ ใจก็ไม่มีทางเย็น

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• ถ้าไม่คิดเอาชนะความโกรธ
ความโกรธจะเอาชนะคุณได้ทั้งชีวิต

• ความโกรธมีโทษทุกระดับ
สถานเบาคือเผาใจให้เป็นทุกข์
สถานกลางอาจผลักดันให้สังหารผู้อื่น
สถานหนักก็ถึงขั้นฆ่าได้ไม่เว้นแม้แต่ตนเอง !

: ไฟโกรธ คือบทลงโทษขั้นต้นของการขาดสติ
ไฟแค้น เป็นบทลงโทษขั้นกลาง
ไฟนรก เป็นบทลงโทษขั้นสุดท้าย

…และสิ่งที่จะถูกเผาผลาญก็ไม่ใช่อะไรอื่น
คือจิตวิญญาณของคุณเอง

• ผลของความเคียดแค้น คือใจที่ดำ
และสิ่งเดียวที่จะได้รับจากความตายในขณะใจดำ คือภพที่มืด

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• ธรรมะมีหลายระดับ
ธรรมะใดปกป้องคุณ
จากความโกรธความเกลียด
และการแบ่งข้างเพื่อฟาดฟันกันไม่ได้

ธรรมะนั้น
ก็ยังป้องกันคุณ
จากการตายไปสู่ทุคติภูมิไม่ได้

‪#‎ดังตฤณ‬

• ยกโทษให้เขา
คือเอาโทษออกจากใจเรา

• การอภัยเป็นอะไรมากกว่าการแกล้งลืมครับ
มันคือการยกเอาโทษออกจากใจเราเอง
พอใจพ้นโทษจริง ก็พบความสุขแท้นะ

• ความรู้สึกดีๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน
โดยเฉพาะตอนเอาชนะความเกลียด
และตอนเลิกถือสาหาความใครต่อใคร
เอาความเปรอะเปื้อนออกจากใจเสียได้

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• นิสัยไม่อยากเอาเรื่องเอาราวใคร
ทำให้คุณไม่ต้องเหนื่อยทำใจนักเมื่อต้องอภัย
แต่คุณก็จำเป็นต้องฝึกอภัยไว้มาก
กว่าจะสร้างนิสัยไม่อยากเอาเรื่องเอาราวใครได้เป็นปกติ

• ความเจ็บใจที่มีแต่การนึกถึงใบหน้าคู่กรณี
จะยกระดับเป็นความอาฆาตแค้น
ความเจ็บใจที่ค่อยๆนึกถึงทางออกร่วมกัน
จะลดระดับลงเป็นความรู้สึกอภัยได้

• การให้อภัยของเราไม่ใช่ยางลบ
ที่ไปลบเจตนาร้ายของเขา
เมื่อเจตนาไม่ถูกลบ
ผลของเจตนาก็ต้องเกิด
เพียงแต่ถ้าเขาสำนึกผิดมันก็เบาบางลงได้

• เวรที่ยืดเยื้อ เริ่มต้นจากเวรที่อภัยได้แล้วไม่อภัย

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : อภัยหมายถึง..ต้องกลับไปดีด้วยเหมือนเดิมไหม?

: ตัวชี้ว่าอภัยแล้ว
ได้แก่ความรู้สึกเกลียด
ซึ่งสะท้อนอาการผูกใจพยาบาท
เกลียดมากแปลว่าพยาบาทมาก
เกลียดน้อยแปลว่าพยาบาทน้อย
ไม่เกลียดเลยแปลว่าไม่พยาบาทเลย

อาการทางใจอันเป็นตรงข้ามกับพยาบาทคือเมตตา
เมตตาคือใจที่เป็นสุข
และปรารถนาสุขอันเกิดจากการไม่เบียดเบียนกัน
ไม่อยากให้ใครต้องเป็นทุกข์ด้วยการเบียดเบียนกัน
ด้วยใจที่เมตตา
อาการย่อมเป็นคลาย
เป็นคืนความพยาบาท
ใจที่คลายย่อมไม่อาจหน่วงเหนี่ยวหวงแหนความเกลียดไว้

พระพุทธเจ้าสอนเรื่องการแผ่เมตตา
คือ หมั่นดูให้เห็นโทษของความผูกใจเจ็บ
ว่าเหมือนเป็นโรคทางจิต โรคทางใจ
หายจากโรคได้ก็กลับฟื้นคืนดีได้
ด้วยการพิจารณาเช่นนั้น
ใจย่อมฉลาด
และคายรสพยาบาทออกมาเองโดยไม่ต้องฝืน

เมื่อสุขได้
โล่งอกได้จากการคายรสพยาบาท
ท่านก็ให้รักษาสุขนั้น
และรู้สึกถึงการแผ่กว้างออกไปตามธรรมชาติของจิต
ที่ไม่ผูกตัวเองไว้กับความเกลียดอันคับแคบและมืดมน

แต่ท่านไม่ได้ให้แกล้งทำเป็นดีกับคนร้าย
ไม่ได้สนับสนุนให้คบคนพาลเป็นมิตร
แม้แต่ภิกษุที่ดื้อแพ่ง ไม่ฟังเหตุฟังผล
ท่านก็ให้ลงพรหมทัณฑ์
คือเลิกยุ่ง เลิกคุย เลิกคบค้า

นั่นแปลว่า
ถ้าฝืนใจ ไม่รู้สึกดี
สร้างความรู้สึกดีให้กลับฟื้นคืนมาไม่ได้
ก็ไม่ต้องคบค้ากัน
แค่สำรวจว่าใจไม่เกลียด
ปรารถนาสุขอันเกิดจากการไม่เบียดเบียน
ก็ได้ชื่อว่าอภัยแล้ว
ไม่คิดผูกเวรกับเขาแล้ว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• ให้อภัยคนเลวหมดใจ
แล้วจะรู้สึกว่าต้องไปเกี่ยวข้องกับคนเลวน้อยลง

‪#‎ดังตฤณ‬

• ก่อนอื่นต้องมองว่า
ตอนใครทำให้คุณเจ็บช้ำน้ำใจมากๆนั้น
คือรูปแบบหนึ่งของการโดนทวงหนี้

เมื่อมองอย่างนี้
คุณจะเต็มใจให้อภัย
และทราบชัดจากความเบาหัวอก
ว่าหนี้เก่าถูกชำระแล้ว
อาจต้องผ่อนส่งหลายครั้ง
หรืออาจเหมารวบเบ็ดเสร็จในครั้งเดียว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• การอภัยไม่ต้องเสียอะไรเพิ่ม
การจองเวรสิต้องเสียยิ่งกว่าเดิมไม่รู้เท่าไหร่
ทั้งเวลา ทั้งกำลังกายกำลังใจ

บุญบาปทำหน้าที่อยู่แล้ว
เราปล่อยเขาไปตามทางที่เขาสร้างเอง
เดินเอง และเสวยผลเองน่ะดีที่สุด

ถ้าผูกใจเจ็บก็เท่ากับ
พลอยกระโจนไปร่วมรับบาปอย่างใดอย่างหนึ่ง
บนเส้นทางของเขาด้วย

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• การผูกกรรมมีความพิสดารลึกซึ้ง
เราคาดไม่ถึงหรอก
เรานึกว่าแค่ผูกใจเจ็บก็เป็นเรื่องส่วนตัวในใจ

แต่ความจริงมันเกิด
กระแสเวรผูกพันระหว่างวิญญาณขึ้นมา
แม้เราไม่เคยเห็นหน้าค่าตาเขาก็ตาม
เขาเป็นฝ่ายกระทำต่อเราวันนี้
อนาคตจะต้องมีเรื่องมีราวให้เรามีอำนาจเหนือกว่า

และกรรมเก่า
จะยั่วยุให้เราคิดเอาคืนบ้าง
ซึ่งก็แปลว่าเราจะมีโอกาสทำบาป
และรับผลจากบาปนั้นคืนในกาลต่อไป

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• สรุปคือเมื่อถูกทำให้แค้น
แล้วไม่คิดแก้แค้น
เรียกว่าเป็นการใช้หนี้

ขอให้จำไว้ว่า
คุณอาจโกรธโดยไม่ตั้งใจ
แต่ไม่มีทางอภัยโดยบังเอิญ

อย่างน้อยต้องมีสิ่งสะกิดใจ
หรือมีใจเปี่ยมเมตตาเป็นทุนอยู่ก่อน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• อย่าเอาแต่สวดแผ่เมตตา
ให้ทำใจเป็นเมตตาด้วยความเข้าใจกันด้วย

ความเข้าใจนั่นแหละ
ที่ทำให้คนเรา “อภัยได้จริง”

ความเข้าใจนั่นแหละ
ที่ช่วยให้เรายัง “มองหน้ากันได้ติด”

และความเข้าใจนั่นแหละ
ที่จะยุติเรื่องเลวร้าย

‪#‎ดังตฤณ‬

• ถ้าพูดดีๆกับคนแปลกหน้า
แต่พูดบ้าๆกับคนใกล้ชิด
ให้สันนิษฐานได้ว่า
ต่อไปจะเป็นพวกหน้าชื่นอกตรม

พูดดี ทำให้คนอื่นรื่นหู
เป็นเหตุให้หน้าตาตนเองสดชื่น

พูดจาเสียดแทง
ทำให้คนอื่นเจ็บปวด
เป็นเหตุให้ใจตนเองหม่นมืด

พระพุทธเจ้าตรัสไว้
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
บางกรรมเห็นผลได้ทันทีในชาตินี้เอง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• คนที่พูดได้อัปลักษณ์กว่าใบหน้า
นานไปจะทำให้คุณนึกถึงใบหน้าอัปลักษณ์กว่าตัวจริง
ส่วนคนที่พูดได้สง่างาม
นานไปจะทำให้คุณนึกถึงใบหน้าที่สง่างามเกินใคร

• ถ้าอยากได้มิตร
ต้องคิดหาคําพูดกันมากหน่อย
แต่ถ้าอยากมีศัตรูก็ง่ายนิดเดียว
แค่พูดทุกคําที่คิดก็พอ

• ยิ่งใช้ชีวิตนานขึ้น
คุณจะยิ่งรู้ว่าคำพูดดีๆ
ช่วยให้เรื่องร้ายกลายเป็นดีได้จริง
แต่คำพูดดีๆจะมาจากไหน
ถ้าไม่ใช่ใจที่ดี
ไม่ใช่การมีแก่ใจจะพูด

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• หลายคนตามใจตัวเอง
ด้วยการปั้นน้ำเป็นตัว
หรือพูดจ้อ ส่อเสียด
เหยียดหยาม ลามปาม ตามอารมณ์

: เพียงเพื่อพบว่า
เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในโลก
ของส่ำเสียงแสลงหูรอบทิศ

: พูดให้ร้ายคนอื่น
เหมือนจามขวาน
จากปากเดียวของตนเอง

อาจให้ผลเป็นขวานหลายร้อยเล่ม
จากสารพัดปาก
หวนกลับมาจามกลับอย่างคาดไม่ถึง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• เมื่อเกิดความขัดแย้งทางความคิด
ถ้าคุณไม่คิดหาคำพูดดีๆ
แนวโน้มคือคำพูดแย่ๆ
จะชิงหลุดจากปากออกมาก่อน

• แก้กรรมสร้างครอบครัวที่อบอุ่น
แค่เอาความหุนหันพลันแล่นในการพูด
ออกไปจากทุกคนในบ้าน
ก็แก้กรรมเก่า
ได้เกือบทุกรูปแบบแล้วครับ

‪#‎ดังตฤณ‬

• ไม่เจอ “คู่แท้” แล้วเหงา
ดีกว่าเศร้าเพราะเจอ “คู่เทียม”

• ไม่เจอคู่แท้เลย โชคดีกว่าเจอคู่เทียมหลายคน

• คู่แท้เป็นแค่คำหลอกๆ
จริงๆมีแต่คู่บุญ
หรือคนที่ใช่ที่สุดที่เราเลือก
แปลว่า ถ้าใจเราไม่อยากมีคู่
ก็ไม่มีของแท้อะไร..มาบังคับใจได้

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• บทสรุปหนึ่งก็คือว่า
รักแท้น่ะมีจริง แต่ที่จริงกว่านั้นคือกิเลส

หมายความว่า
ถ้ามองตามสายตาทางโลกก็ต้องว่ามี
แต่ถ้ามองตามสายตาทางธรรม
ก็ต้องว่ารากของรักแท้นั้นมาจากกิเลสนี่เอง

ที่รักแท้จะมีอันต้องกลับกลายเป็นรักเก๊
ก็ด้วยกิเลสอันเดียวกันอีกนั่นแหละ
โดยมีตัวแปรเช่นบุคคล เวลา
และสถานการณ์มาร่วมสมการกิเลส

กิเลสมากก็ทุกข์มาก กิเลสน้อยก็ทุกข์น้อย
สมดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• ความรักบังคับให้คุณต้องรอการพิพากษา
จากคนที่คุณรัก ว่าจะเอาด้วยหรือไม่

แต่ความพ้นทุกข์
มีตัวคุณคนเดียวเลือกเอง ตัดสินเอง
ดุจเดียวกับการตัดสินใจ
เลือกว่าจะถ่มเสลดในปากทิ้งเสียทีไหม
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความสมัครใจของคุณล้วนๆ

“คุณจะเล็งเห็นว่า บนเส้นทางสู่ความพ้นทุกข์
คุณไม่จำเป็นต้องง้อใคร ให้มาเคียงข้างเป็นกำลังใจ
ขอเพียงคุณหนักแน่น สามารถเป็นกำลังใจให้ตนเอง
ก็อาจเดินเดี่ยวได้ตั้งแต่ต้นจนสุดสาย”

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• แม้คุณสมใจ
ได้อยู่กับบุคคลอันเป็นที่รักในวันนี้
คุณก็ไม่รู้เลยว่าวันไหน
จะมีเงื่อนไขหรือปัจจัยใดมาพรากเขาไป

และวันใด
บุคคลอันเป็นที่รักถูกพรากไป โดยไม่อาจหลีกเลี่ยง
วันนั้นเองที่ต้องตระหนัก
ด้วยความตระหนกว่า “คุณไม่เคยมีสิทธิ์อยู่กับใครจริง..”

: คุณต้องอยู่กับตัวเองตลอดไป
ตราบเท่าที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด
ฉะนั้น
ถ้าเตรียมสร้างตัวเองให้น่ารัก น่าอบอุ่น และน่าอยู่ด้วย
คุณก็จะมีความสุขอยู่กับตัวเองในทุกวาระสุดท้าย
ไม่ว่าจะต้องตายโหงในชาตินี้
หรือตายดีในชาติไหน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• พบรักแท้ว่ายากแล้ว
เหมือนโชคดีเหลือเกินแล้ว
แต่ความจริงคือพบทางพ้นทุกข์นั้นยากกว่า
และโชคดีกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้

เพราะความรักเป็นสิ่งที่เจืออยู่ด้วยความว้าวุ่น
และต้องยุติลงด้วยการจากเป็นหรือจากตาย
แต่ความพ้นทุกข์
มีแต่ความสงบที่เต็มบริบูรณ์
กับทั้งเป็นอมตะอย่างแท้จริง
ไม่มีการพรากจากอีกเลย

• ผิดหวังจากใครกี่คน
ชดเชยได้ด้วยความสมหวัง จากธรรมในตนคนเดียว

‪#‎ดังตฤณ‬

• หายนะของชีวิต
ไม่ใช่การตายแล้วสาบสูญ
แต่เป็นการอยู่อย่างสูญเปล่า

• การรู้ตัวว่ายังมีชีวิต
ไม่ใช่เรื่องน่าดีใจ
ความภูมิใจในการมีชีวิตต่างหากที่ใช่

• อยู่อย่างไร้ค่า
เพราะไม่หาเรื่องน่าภูมิใจให้ตัวเองทำ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• แม้คุณจะยังไม่พบหลักฐานว่าชีวิตมีค่า
แต่ศรัทธาในคุณค่าของชีวิต
จะทำให้คุณมีแก่ใจใช้ชีวิตอย่างดี
จนกระทั่งกลายเป็นชีวิตดีๆ
ควรค่าแก่การเกิดมา

• ราคาค่าตัว เกิดจากอุปาทานของคนอื่น
คุณค่าของตัวเอง เกิดจากกรรมดีที่สั่งสม

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• อย่าเลือกเป็นคนใกล้ตายที่ย้อนมองทั้งชีวิต
แล้วรู้สึกว่าเวลาส่วนใหญ่
หมดไปกับการเอาแต่นึกถึงศัตรู
เรื่องน่าเจ็บใจ และการคิดก่อเรื่องร้าย

• ค่าของคน อยู่ที่ผลของการทำดีไว้กับโลก

ดั ง ต ฤ ณ

ใส่ความเห็น

Copyright #คำคม 2017
Shale theme by Siteturner